เคยสงสัยไหมว่าร้านทองในเมืองไทยไปกระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดไหนมากเป็นพิเศษ? คำตอบข้อแรกคงเดาได้ไม่ยากว่าเป็นกรุงเทพฯ แต่ลำดับถัดลงไปมีหลายจังหวัดที่อาจทำให้แปลกใจ บทความนี้ GoldPilot รวบรวมตัวเลขที่มีแหล่งอ้างอิงมาจัดเรียงให้ดูกันชัด ๆ พร้อมชวนคิดต่อว่าเจ้าของร้านทองจะใช้ข้อมูลชุดนี้ทำอะไรได้บ้าง
ก่อนดูอันดับ: ตัวเลขนี้มาจากไหน และอ่านอย่างไร
ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเผยแพร่จำนวนร้านทอง "ทุกร้าน" แยกรายจังหวัดแบบเปิดเผยต่อสาธารณะ ตัวเลขที่ใช้จัดอันดับในบทความนี้จึงอ้างอิงจาก รายชื่อสมาชิกสมาคมค้าทองคำแยกรายจังหวัด ซึ่งเว็บไซต์ RakaTong รวบรวมไว้โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ (เผยแพร่ช่วงปี 2564) รวมทั้งสิ้น 1,922 รายชื่อ ใน 75 จังหวัด
มีข้อควรทราบ 3 ข้อก่อนอ่านตัวเลข
- เป็นจำนวนสมาชิกสมาคม ไม่ใช่จำนวนร้านทองทั้งหมด ร้านทองที่ไม่ได้เป็นสมาชิกยังมีอีกมาก โดยข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ วิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นำมาวิเคราะห์ ระบุว่าปี 2567 มีผู้ประกอบการร้านทองที่จดทะเบียนนิติบุคคลและยังดำเนินกิจการอยู่ 9,728 รายทั่วประเทศ และยังไม่รวมร้านที่ดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดา
- นับตามรายชื่อนิติบุคคล ร้านที่มีหลายบริษัทในเครือหรือหลายสาขาอาจถูกนับมากกว่าหนึ่งรายชื่อ
- เป็นข้อมูลย้อนหลัง จำนวนจริงในวันนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว จึงควรใช้ดู "สัดส่วนและทิศทาง" มากกว่ายึดเป็นตัวเลขตายตัว
ตารางสรุป 10 จังหวัดที่มีร้านทองมากที่สุด
| ลำดับ | จังหวัด | จำนวนสมาชิก (ราย) | สัดส่วนโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| 1 | กรุงเทพมหานคร | 466 | 24.2% |
| 2 | สมุทรปราการ | 114 | 5.9% |
| 3 | ชลบุรี | 72 | 3.7% |
| 4 | สงขลา | 64 | 3.3% |
| 5 | เชียงราย | 63 | 3.3% |
| 5 | เชียงใหม่ | 63 | 3.3% |
| 7 | ปทุมธานี | 53 | 2.8% |
| 8 | พระนครศรีอยุธยา | 47 | 2.4% |
| 9 | นนทบุรี | 46 | 2.4% |
| 10 | สุพรรณบุรี | 45 | 2.3% |
ที่มา: รายชื่อสมาชิกสมาคมค้าทองคำแยกรายจังหวัด รวบรวมโดย RakaTong (ข้อมูลช่วงปี 2564) สัดส่วนคำนวณจากยอดรวม 1,922 รายชื่อ
เมื่อรวมทั้ง 10 จังหวัดจะได้ 1,033 รายชื่อ หรือราว 54% ของทั้งหมด เท่ากับว่าร้านทองกว่าครึ่งในชุดข้อมูลนี้อยู่ในจังหวัดเพียง 10 แห่ง
เจาะรายจังหวัด
1. กรุงเทพมหานคร (466 ราย)
ทิ้งห่างจังหวัดอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น คิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของทั้งประเทศ เมื่อดูลึกลงไประดับเขต พบว่าเขตพระนครมีมากถึง 70 ราย ตามด้วยสัมพันธวงศ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของย่านเยาวราช 35 ราย บางกะปิ 25 ราย และดินแดง 21 ราย สะท้อนว่าร้านทองในกรุงเทพฯ มีทั้งกลุ่มที่เกาะย่านค้าทองดั้งเดิม และกลุ่มที่กระจายตามย่านชุมชนหนาแน่น
2. สมุทรปราการ (114 ราย)
เป็นจังหวัดเดียวนอกกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนเกินร้อยราย ด้วยความเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีชุมชนและแหล่งงานหนาแน่น ร้านทองจึงเป็นทั้งที่ซื้อของขวัญ ที่เก็บออม และที่พึ่งยามต้องการสภาพคล่องของคนในพื้นที่
3. ชลบุรี (72 ราย)
หัวเมืองหลักของภาคตะวันออก มีทั้งเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่า และเมืองท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดเดียว ฐานลูกค้าจึงหลากหลาย ในชุดข้อมูลนี้ชลบุรีมีจำนวนคิดเป็นราวสองในสามของทั้งภาคตะวันออก
4. สงขลา (64 ราย)
มากเป็นลำดับแรกของภาคใต้ โดยมีหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ วัฒนธรรมการเก็บทองเป็นทรัพย์สินของครอบครัวในพื้นที่ภาคใต้ก็เป็นอีกแรงหนุนที่ทำให้ร้านทองมีบทบาทสูง
5. เชียงราย และ เชียงใหม่ (จังหวัดละ 63 ราย)
สองจังหวัดภาคเหนือมีจำนวนเท่ากันพอดี เชียงใหม่ในฐานะเมืองเศรษฐกิจหลักของภาคคงไม่น่าแปลกใจ ส่วนเชียงรายเป็นจังหวัดที่น่าจับตา เพราะมีจำนวนสูงเทียบเท่าเชียงใหม่ ทั้งนี้ในรายชื่อของเชียงรายมีบริษัทที่ชื่อคล้ายอยู่ในเครือเดียวกันหลายราย จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าตัวเลขนี้นับตามนิติบุคคล ไม่ใช่จำนวนหน้าร้าน
7. ปทุมธานี (53 ราย)
ปริมณฑลฝั่งเหนือที่ชุมชนที่อยู่อาศัยและแหล่งงานขยายตัวต่อเนื่อง ร้านทองจึงกระจายตามตลาดและย่านชุมชนเป็นหลัก
8. พระนครศรีอยุธยา (47 ราย)
จังหวัดที่มีทั้งนิคมอุตสาหกรรมและตลาดชุมชนเก่าแก่ จำนวนร้านทองสูงกว่านนทบุรีเล็กน้อยในชุดข้อมูลนี้
9. นนทบุรี (46 ราย)
อีกหนึ่งจังหวัดปริมณฑลที่ประชากรหนาแน่น เมื่อรวมกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี จะได้ 679 ราย หรือราว 35% ของทั้งประเทศ
10. สุพรรณบุรี (45 ราย)
ปิดท้ายด้วยจังหวัดเกษตรกรรมของภาคกลางที่แทรกเข้ามาติดสิบลำดับแรกได้ เป็นภาพสะท้อนที่คนในวงการคุ้นเคยดีว่า ในหลายพื้นที่ทองคำคือรูปแบบการออมของครัวเรือน ซื้อเก็บเมื่อมีรายได้เข้า และนำออกมาหมุนเมื่อจำเป็น
มองภาพรวมรายภาค
| ภาค (ตามการแบ่งของแหล่งข้อมูล) | จำนวนสมาชิก (ราย) | สัดส่วนโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ภาคกลาง รวมกรุงเทพฯ (22 จังหวัด) | 1,004 | 52.2% |
| ภาคใต้ (14 จังหวัด) | 332 | 17.3% |
| ภาคเหนือ (16 จังหวัด) | 310 | 16.1% |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19 จังหวัด) | 170 | 8.8% |
| ภาคตะวันออก (4 จังหวัด) | 106 | 5.5% |
จุดที่น่าสังเกตคือภาคใต้มีจำนวนมากกว่าภาคเหนือเล็กน้อย โดยมีนครศรีธรรมราชและยะลา (จังหวัดละ 37 ราย) ตรัง (34 ราย) ตามหลังสงขลามาไม่ไกล ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีจังหวัดมากถึง 19 แห่งในชุดข้อมูล กลับมีจำนวนรวมเพียง 170 ราย โดยนครราชสีมานำอยู่ที่ 35 ราย ซึ่งอาจตีความได้ทั้งว่าร้านทองในภาคนี้เป็นสมาชิกสมาคมน้อยกว่าภาคอื่น หรือดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดาเป็นส่วนใหญ่
เจ้าของร้านทองได้อะไรจากตัวเลขชุดนี้
- จังหวัดที่ร้านทองเยอะ แปลว่าตลาดใหญ่ แต่การแข่งขันก็สูง ร้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจึงต้องสร้างจุดต่างให้ชัด ทั้งลวดลาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์หน้าร้าน
- จังหวัดที่ตัวเลขยังน้อยอาจเป็นช่องว่าง แต่ควรดูประกอบกับจำนวนประชากร กำลังซื้อ และร้านท้องถิ่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อด้วย ก่อนตัดสินใจขยายสาขา
- การแข่งขันมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นทั้งประเทศ รายงานของวิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่าปี 2567 มีร้านทองนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ 491 ราย และเลิกกิจการ 177 ราย โดยร้านขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันด้านรายได้มากกว่ากลุ่มอื่น
- ยิ่งมีหลายสาขา ยิ่งต้องเห็นข้อมูลให้ทัน ทั้งสต็อกทอง ยอดขาย และรายการขายฝากของแต่ละสาขา เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็วในวันที่ราคาทองเคลื่อนไหวแรง
สรุป
จากรายชื่อสมาชิกสมาคมค้าทองคำ กรุงเทพมหานครคือจังหวัดที่มีร้านทองมากที่สุดในไทยแบบทิ้งห่าง ตามด้วยสมุทรปราการ ชลบุรี สงขลา เชียงราย เชียงใหม่ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และสุพรรณบุรี ภาพที่เห็นคือร้านทองไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลวง แต่กระจายไปตามหัวเมืองเศรษฐกิจของแต่ละภาค รวมถึงจังหวัดเกษตรกรรมที่คนนิยมออมเป็นทอง
ไม่ว่าร้านของคุณจะอยู่ในจังหวัดที่การแข่งขันสูงหรือกำลังมองหาทำเลใหม่ การมีข้อมูลของร้านตัวเองที่ครบและเป็นปัจจุบันคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ดี GoldPilot ระบบบริหารร้านทองบน Cloud ช่วยให้เจ้าของร้านดูยอดขาย สต็อกทอง และรายการขายฝากของทุกสาขาได้จากที่เดียว เพื่อให้วางแผนขยายกิจการได้อย่างมั่นใจมากขึ้น